วันพฤหัสบดีที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2565

ผลการเรียนรู้ครั้งที่ 11

 ผลการเรียนรู้ครั้งที่ 11

บทที่ 8

โครงงาน project การออกแบบและจัดการฐานข้อมูล

# พรีเซ็นโครงงานจากหัวข้อ การออกแบบและจัดฐานข้อมูลหลักสูตรโรงเรียน

ขั้นตอนการทำโครงงาน

 ภายในกลุุ่มจะช่วยกันหาข้อมูล และมาประชุมกันในการแบ่งเนื้อหาที่ทำเล่มรายงานและ Point นำเสนอ ภายในกลุ่มจะต้องเข้าในระบบการจัดฐานขอมูลของอาคารสถานที่ทุกคนเพราะจะได้เข้าใจกันทุกคนง่ายต่อการออกแบบระบบ


ผลการเรียนรู้ครั้งที่ 10

 ผลการเรียนรู้ครั้งที่ 10

สรุปต่อจากบทที่ 7 


 คำสั่ง SQL ที่เกี่ยวกับ data manipulation 


    ในส่วนนี้เราจะทำการศึกษาเกี่ยวกับคำสั่งที่ใช้ในการจัดการข้อมูลภายใต้การประยุกต์ใช้คำสั่ง 


 INSERT, SELECT, COMMIT, UPDATE, ROLLBACK และ DELETE ตามลำดับ


การเพิ่มแถวของข้อมูลในตารางข้อมูล


    การเพิ่มข้อมูลในตารางข้อมูลจะสามารถดำเนินการเพิ่มข้อมูลได้ทีละแถวข้อมูลด้วยการประยุกต์ใช้ 


คำสั่ง INSERT


การเรียกดูแถวข้อมูลต่างๆ


    ในการเรียกดูข้อมูลเราจะสามารถเรียกดูข้อมูลในแอทริบิวต่างๆได้มากกว่าหนึ่งแอทริบิว แต่ถ้าเราต้องการ เรียกดูข้อมูลทุกแอทริบิวในตารางข้อมูลหนึ่งๆ เราอาจท าการกำหนดชื่อทุกแอทริบิวในคำสั่ง SELECT หรือเรา ทำการประยุกต์ใช


การอัพเดทข้อมูลแถวต่างๆในตารางข้อมูล


    การอัพเดทข้อมูลในตารางหนึ่งๆสามารถดำเนินการโดยประยุกต์ใช้คำสั่ง UPDATE ที่จะมีรูปแบบ 


     UPDATE tablename


    SET columnname = expression [, columnname = expression]


     [WHERE conditionlist]; 


        ตัวอย่างเช่น ถ้าเราต้องการอัพเดทข้อมูลในแอทริบิว P_INDATE จากเดิมที่มีค่าเป็น 13 Dec 2009 ให้ กลายเป็น 18 Jan 2010   


การกู้คืนข้อมูลในตารางข้อมูล 


    ในการจัดเก็บข้อมูล ถ้าเรายังไม่ได้ทำการประยุกต์ใช้คำสั่ง COMMIT (จะเป็นคำสั่งสำหรับจัดเก็บ ข้อมูลลงในดิสก์) เราจะสามารถกู้คืนข้อมูลในตารางข้อมูลได้ด้วยการประยุกต์ใช้ค าสั่ง ROLLBACK แต่ถ้าเรา ทำการประยุกต์ใช้คำสั่ง COMMIT ไปแล้ว เราจะไม่สามารถกู้คืนข้อมูลในตารางข้อมูลก่อนการประยุกต์ใช้ คำสั่ง COMMIT ได้ โดยการประยุกต์ใช้คำสั่ง ROLLBACK


การลบข้อมูลออกจากตารางข้อมูล


    การลบข้อมูลออกจากตารางหนึ่งๆสามารถดำเนินการโดยประยุกต์ใช้คำสั่ง DELETE ที่จะมีรูปแบบ


    DELETE FROM tablename 


    [WHERE conditionlist];


    ตัวอย่างเช่น ถ้าเราต้องการลบข้อมูลออกจากตาราง PRODUCT ที่ซึ่งจะต้องการลบข้อมูลรายการสินค้าที่มี รหัสเป็น ‘BRT-345’


 การเพิ่มข้อมูลในตารางข้อมูลด้วยการเรียกดูข้อมูลจากตารางข้อมูลหนึ่งๆ


    เราได้ศึกษาเกี่ยวกับการเพิ่มข้อมูลในตารางข้อมูลหนึ่งๆที่ซึ่งในการ ดำเนินการแต่ละครั้งจะเป็นการเพิ่มข้อมูลแถวหนึ่งๆในตารางหนึ่งๆเท่านั้น แต่อย่างไรก็ตามเราสามารถทำการ เพิ่มหลายแถวข้อมูลให้กับตารางข้อมูลด้วยการอ่านข้อมูลจากตารางข้อมูลอื่นโดยการประยุกต์ใช้คำสั่ง



ผลการเรียนครั้งที่ 9

ผลการเรียนครั้งที่ 9

 สรุปต่อจากบทที่ 7 

คำสั่ง SQL ที่เกี่ยวกับ data definition


  ก่อนที่เราจะทำการศึกษาค าสั่ง SQL ส าหรับการสร้างและการกำหนดส่วนประกอบต่างๆของ ตารางข้อมูล ลองพิจารณาแบบจำลองข้อมูลในรูป 7.3 เพื่อใช้เป็นตัวอย่างประกอบ โดยจากรูปจะประกอบไป  


ด้วย 5 ตารางข้อมูล : CUSTOMER, INVOICE, LINE, PRODUCT และ VENDOR 



การสร้างฐานข้อมูล


    ก่อนที่เราจะประยุกต์ใช้ข้อมูลจาก RDBMS เราจะต้องด าเนินการสร้างโครงสร้างของฐานข้อมูล และทำการสร้างตารางข้อมูลที่ใช้ในการจัดเก็บข้อมูลของผู้ใช้ ในการที่จะดำเนินการสร้างโครงสร้างของฐานข้อมูล RDBMS


 Database schema


 Schema ภายใต้ค าสั่ง SQL จะเป็นกลุ่มของตารางข้อมูลและดัชนีข้อมูลต่างๆในฐานข้อมูลที่ซึ่งจะ เป็นตารางข้อมูลและดัชนีของผู้ใช้หรือแอพพลิเคชันหนึ่งๆ


ชนิดของข้อมูลในฐานข้อมูล


    -ข้อมูลเชิงตัวเลข


    -ข้อมูลเชิงข้อความหรือตัวอักษร


    -ข้อมูลวันที่


การกำหนดโครงสร้างของตารางข้อมูล


 ณ ตอนนี้เรามีความพร้อมที่จะทำการกำหนดโครงสร้างตารางข้อมูล PRODUCT และ VENDOR


การกำหนดเงื่อนไข


 เราได้เรียนรู้เกี่ยวกับการสร้างแบบจำลองข้อมูลเชิงสัมพันธ์ที่ซึ่งจะกำหนดให้ ตารางข้อมูลจะต้องมี entity integrity และ referential integrity ดังนั้น ในการสร้างฐานข้อมูลจริง เราก็ ควรจะดำเนินการให้ตารางข้อมูลต่างๆมี entity และ referential integrity ด้วยเช่นกัน ในการทำให้ ตารางข้อมูลหนึ่งๆมีคุณสมบัติ 


การสร้างดัชนี

 แนวความคิดเกี่ยวกับการสร้างดัชนีจะช่วยให้เราสามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการค้นหาข้อมูลและยัง สามารถช่วยหลีกเลี่ยงการปรากฏซ้ำของค่าของข้อมูลในแอทริบิวที่ทำการสร้างดัชนีได้ ด้วยเหตุนี้ ภาษา SQL จึงมีคำสั่งที่สนับสนุนการสร้างดัชนีที่ซึ่งจะสามารถดำเนินการได้ด้วยการประยุกต์ใช้คำสั่ง CREATE INDEX

ผลการเรียนรู้ครั้งที่ 8

ผลการเรียนครั้งที่ 8

 บทที่ 7

ภาษาสอบถามเชิงโครงสร้าง


ภาษา SQL เป็นภาษาที่ใช้สำหรับสร้างฐานข้อมูลและสร้างโครงสร้างการจัดเก็บข้อมูลของ ตารางข้อมูลต่างๆ ใช้สำหรับการจัดการต่างๆกับข้อมูล อาทิเช่น การเพิ่ม ลบ และอัพเดทข้อมูล และยังถูกใช้ สำหรับการสืบค้นข้อมูลสารสนเทศจากฐานข้อมูลด้วยเช่นกัน ภาษา SQL จะมี 2 ฟังก์ชันการทำงานหลัก ดังนี้


  Data Definition Language (DDL)—จะเป็นคำสั่ง SQL ที่เกี่ยวข้องกับการสร้างตารางข้อมูล ดัชนี มุมมองต่างๆ และยังรวมถึงคำสั่งสำหรับการกำหนดสิทธิ์ในการเข้าถึงตารางข้อมูลต่างๆ 

Data Manipulation Language (DML)—จะเป็นคำสั่ง SQL ที่เกี่ยวข้องกับการเพิ่ม อัพเดท ลบ และสืบค้นข้อมูลจากตารางข้อมูลในฐานข้อมูล โดยคำสั่งประเภท DML

คำสั่ง SQL ทั้งสองหมวดหมู่ข้างต้นจะทำการประยุกต์ใช้คำศัพท์เฉพาะไม่ถึง 100 คำที่ซึ่งจะทำให้เรา สามารถเข้าใจได้ง่าย คำสั่ง SQL จะสนใจเฉพาะเราต้องการจะทำอะไร เช่น ต้องการเรียกดูข้อมูลอะไร ต้องการเพิ่มข้อมูลอะไรในตารางข้อมูลใด ต้องการสร้างตารางข้อมูลใด เป็นต้น แต่จะไม่สนใจถึงวิธีในการ ดำเนินการต่างๆเพื่อที่จะได้มาซึ่งสิ่งที่ต้องการ 



หัวใจหลักของ SQL คือ คิวรี (query) ที่ซึ่งจะครอบคลุมคำถามและการดำเนินการ เช่น รายการ สินค้าใดบ้างที่มีราคามากกว่า 100$ ที่ซึ่งถูกจัดเก็บในโกดังสินค้า? และรายการสินค้าเหล่านั้นมีจำนวนเท่าใด? พนักงานที่เริ่มทำงานกับบริษัทหลังจาก 1 January 2015 เป็นจำนวนเท่าใด? เป็นต้น นอกจากคำถามข้างต้น คิวรีของ SQL ยังถูกใช้ในการเพิ่ม ลบ อัพเดทข้อมูลในแถวข้อมูลต่างๆ และยังรวมถึงการสร้างตารางข้อมูล และดัชนี แต่ก่อนที่เราจะประยุกต์ใช้คำสั่ง SQL ในการสืบค้นข้อมูลจากฐานข้อมูล เราควรที่จะต้องทำการ กำหนดโครงสร้างการจัดเก็บข้อมูลด้วยการใช้คำสั่งประเภท DDL เสียก่อน 

ผลการเรียนรู้ครั้งที่ 7

บทที่ 6

การพัฒนาฐานข้อมูลและพจนานุกรมข้อมูล

พัฒนาระบบ หรือ System Development Life Cycle: SDLC ประกอบด้วย 6 ขั้นตอน ได้แก่ 

การสํารวจเบื้องต้น การวิเคราะห์ การออกแบบทางตรรกะ การออกแบบทางกายภาพ 

การทําให้เกิดผล และการบํารุงรักษา ซึ่งการดําเนินการแต่ละขั้นตอน

ขั้นที่ 1 การสํารวจเบื้องต้น (Preliminary Investigation) 

    ได้ดําเนินการสํารวจเบื้องต้นเกี่ยวกับประสิทธิภาพและประสิทธิผลของระบบการ ประเมินสมรรถนะและผลปฏิบัติงานบุคลากร มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลาในระบบงานเดิม ด้วยการ สัมภาษณ์สอบถามบุคลากรงานการเจ้าหน้าที่ กองกลาง สํานักงานอธิการบดี มหาวิทยาลัย ราชภัฏยะลา

ขั้นที่ 2 การวิเคราะห์ (Analysis)

   ผลจากการสํารวจเบื้องต้นในขั้นที่ 1 ทําให้ทราบปัญหาของระบบงานเดิม สาเหตุ และแนวทางแก้ไขปัญหาระบบงานเดิม สามารถสรุปปัญหาระบบงานเดิม สาเหตุของปัญหา และ แนวทางแก้ไข 

ขั้นที่ 3 การออกแบบทางตรรกะ (Logical Design)

       หลังจากที่ได้วิเคราะห์ระบบงานเดิม สามารถระบุปัญหาที่พบ สาเหตุของ ปัญหา และการเสนอแนะแนวทางแก้ไข กําหนดขอบเขตการพัฒนาระบบสารสนเทศสําหรับการ ประเมินสมรรถนะและผลการปฏิบัติงานของบุคลากร


ขั้นที่ 4 การออกแบบทางกายภาพ (Physical Design)

    การออกแบบรายละเอียดด้านกายภาพ ได้แก่รายละเอียดด้านฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ และเทคโนโลยีที่ใช้คณะนักวิจัยใช้ความพร้อมด้านกายภาพของโครงสร้างพื้นฐานด้าน เทคโนโลยีสารสนเทศของมหาวิทยาลัย

ขั้นที่ 5 การทําให้เกิดผล (Implementation)
    
    หลังจากพัฒนาในขั้นตอนการออกแบบทางกายภาพ หรือพัฒนาให้เป็นระบบ สาระสนเทศ YRU Competency หลังจากนั้นเป็นขั้นตอนการทดสอบ การติดตั้งระบบที่พัฒนาขึ้น ในเครื่องแม่ข่ายให้บริการเว็บ (Web Server) ของมหาวิทยาลัย 
    
ขั้นที่ 6 การบํารุงรักษา (Maintenance)
    หลังจากที่ได้ติดตั้งทดลองใช้ระบบ YRU Competency การบํารุงรักษาระบบ ดําเนินการโดยให้บุคลากรผู้ใช้ระบบสามารถแจ้งคําร้องข้อผิดพลาด เสนอแนะข้อควรปรับปรุง ในการทํางานของระบบทางอีเมลของผู้พัฒนา

ผลการเรียนรู้ครั้งที่ 6

ผลการเรียนรู้ครั้งที่ 6
บทที่ 4
การสร้างแบบจำลองความสัมพันธ์ข้อมูล

Diagram (Entity Relationship Diagram) ขึ้นมาเพื่อใช้สําหรับออกแบบฐานข้อมูลนับจากนั้นเป็นต้นมา แผนภาพ E-R ก็ถูกนําออกไปใช้งานอย่างกว้างขวางโดยมีการพัฒนารูปแบบที่หลากหลาย

 เอนทิตี คือวัตถุหรือส่วนประกอบของข้อมูลเอนทีตีถูกแสดงเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าในแผนภาพ E-R 

Entity จะแบ่งออกเป็น 2 ประเภทด้วยกันคือ

  •  Strong Entity หรืออาจเรียกในอีกชื่อหนึ่งว่า Regular Entity เป็น Entity ที่มีคีย์หลักเป็นของตัวเอง
  •  Weak Entity คือ entity แบบอ่อนไม่มีคีย์เป็นของตัวเองและไม่สามารถเกิดขึ้นได้ตามลําพัง

 อธิบายคุณสมบัติของ entity

 1. Key attribute: attribute หลักสามารถระบุentity โดยไม่ซ้ํากันจากชุดentity ตัวอย่างเช่นหมายเลขม้วนนักเรียนสามารถระบุนักเรียนจากกลุ่มนักเรียนได้โดยไม่ซ้ํากัน

 2.ttribute ที่เปฌนการรวมกันของ attribute อื่นๆเรียกว่า Composite attribute ตัวอย่างเช่น ใน entity นักเรียนที่อยู่ของนักเรียน

 3. Multivalued attribute: attribute ที่สามารถเก็บค่าได้หลายค่าเรียกว่า attribute หลายค่า แสดงด้วยวงรีคูใน E-R Diagram ตัวอย่างเช่น - บุคคลสามารถมีหมายเลขโทรศัพท์ได้มากกว่าหนึ่ง หมายเลข

 4. Derived attribute: attribute ที่ได้รับคือค่าหนึ่งที่มีค่าเป็นแบบไดนามิก และได้มาจาก attribute อื่นมันแสดงด้วยวงรีเส้นประใน E-R Diagram ตัวอย่างเช่น - อายุของบุคคลเป็น attribute ที่ได้รับเนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาและสามารถหามาจาก attribute อื่น(วัน เดือน ปีเกิด)

 โครงสร้างข้อบังคับ

 ข้อบังคับในข้อมูลจะสะท้อนถึงข้อจํากัดต่าง ๆ บนความสัมพันธ์ และใช้เป็นเกณฑ์พื่อมิให้เกิดความพยายามฝ่าฝืน

 ตัวอย่างเช่น

 • มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง มีกฎข้อบังคับไว้ว่า อาจารย์ผู้สอนจะต้องสอนหนังสืออย่างน้อย 1 วิชาและสอนได้ไม่เกิน 3 วิชา

 Cardinality คือการกําหนดขอบเขตหรือจํานวนสมาชิกที่เป็นไปได้ในเอ็นทิตี้หนึ่งที่มีความสัมพันธ์กับ สมาชิกของอีกเอ็นทิตี้หนึ่ง


วันพุธที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2565

ผลการเรียนรู้ครั้งที่ 5

ผลการเรียนรู้ครั้งที่ 5                    

สรุปต่อจากบทที่ 3

คำศัพท์เฉพาะ







สรุปการออกแบบฐานข้อมูลด้วยแผนที่ความคิด







สัปดาห์นี้ได้อาจารย์ทบทวนเนื้อหาบทที่3 ของสัปดาห์ก่อน

และให้นักศึกษาพรีเซ็นงาน เรื่อง : โครงงานฐานข้อมูล

วันอังคารที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2565

ผลการเรียนรู้ครั้งที่ 4


ผลการเรียนรู้ครั้งที่ 4

บทที่ 3

การออกแบบฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์


การทําให้เป็น บรรทัดฐาน (Normal Form) เป็นกระบวนการวิเคราะห์ ภาวการณ์พึ่งพิงซึ่งกันและกันของคอลัมน์หรือ แอตทริบิวต

เกณฑ์ของการเป็นรูปแบบบรรทัดฐาน มีทั้งหมด 6 ระดับ

รูปแบบบรรทัดฐานที่ 1 (1NF)

รูปแบบบรรทัดฐานที่ 2 (2NF)

รูปแบบบรรทัดฐานที่ 3 (3NF) 

รูปแบบบรรทัดฐาน BCNF

รูปแบบบรรทัดฐานที่ 4 (4NF)

 รูปแบบบรรทัดฐานที่ 5 (5NF)

Normalization คือ การปรับข้อมูลให้เป็นรูปแบบบรรทัดฐานเพื่อลดความซ้ำซ้อนในการเก็บข้อมูลช่วยให้เกิดประสิทธิภาพในการจัดเก็บข้อมูลในฐานข้อมูล รวมทั้งเพิ่มความถูกต้อง และลดปัญหาต่างๆที่จะเกิดขึ้นในภานหลัง

ความจำเป็นในการทำ Normalization

เพื่อลดเนื้อที่ในการจัดเก็บข้อมูลและลดปัญหาของข้อมูลไม่ถูกต้องและช่วยลดปัญหาการเพิ่ม การลบและปรับปรุงข้อมูล

ระดับของ Normalization

การทำ Normalization จะแบ่งเป็น 5 ระดับ แต่โดยทั่วไปมักจะใช้เพียง 3 ระดับ หรือ 4 ระดับ ก็จัดว่าเพียงพอ คือ 

ระดับที่ 1  : กำจัดกลุ่มข้อมูลที่ซ่ำกัน ( Repeating Group )

ระดับที่ 2 : กำจัดการขึ้นต่อกันเพียงบางส่วน ( Partial Dependency )

ระดับที่ 3 : กำจัดการขึ้นต่อกันแบบสืบทอด ( Transitive Dependency )

ระดับที่ 4 : กำจัดการขึ้นต่อกันแบบหลายค่า ( Multi values Dependency )

ความเข้าใจเกี่ยวกับการทำ  Normalization

เนื่องจาก Normalization เป็นการตรวจสอบออกแบบโครงสร้างเพื่อการจัดเก็บข้อมูล ให้เกิดความมั่นใจว่าโครงสร้างข้อมูลที่ออกแบบข้อมูลมีความถูกต้องสมบูรณ์

ดังนั้น การทำนอร์มอลไลซ์ จึงไม่จำเป็นต้องทำทีละขั้นหรือทีละระดับโดยถ้าผู้ออกแบบมีความเชี่ยวชาญ

การทำ Normalization ระดับที่ 1 ( 1NF )

   การนอร์มอลไลเซชันระดับที่ 1 คือ การปรับข้อมูลให้อยู่ในรูปแบบบรรทัดฐานระดับที่ 1 ( First Normal From : 1NF ) คือ กำจัดการจัดเก็บข้อมูลที่เป็นกลุ่มข้อมูล ( Repeating Group ) โดยทำให้แอตทริบิวต์ในแต่ละแถวมีค่าข้อมูลเพียงค่าเดียว

 การทำ Normalization ระดับที่ 2 ( 2NF )

   การนอร์มอลไลเซชันระดับที่ 2 คือ เป็นการแก้ไขปัญหาความซ้าซ้อนของข้อมูล ที่

1. รีเลชันนั้นมีคุณสมบัติอยู่ในรูปแบบนอร์มัล ระดับที่ 1

2.ทุกแอตทริบิวต์จะต้องขึ้นคีย์หลักทั้งหมดไม่แค่บางส่วน

การทำ Normalization ระดับที่ 3 ( 3NF )

   การนอร์มอลไลเซชันระดับที่ 3 คือ การปรับข้อมูลให้อยู่ในรูปแบบบรรทัดฐานระดับที่ 3

1.รีเลชันนั้นมีคุณสมบัติอยู่ในรูปแบบนอร์มัล ระดับที่ 2 มาก่อน

2.ทุกแอตทริบิวต์จะต้องขึ้นกับคีย์หลักเพียงคีย์เดียว คือ ต้องไม่มีแอตทริบิวส์ในตารางไปขึ้นกับคีย์อื่นที่ไม่ใช่คีย์หลัก

การทำ Normalization ระดับบอยส์-คอดด์ ( BCNF )

     การนอร์มอลไลซ์ระดับบอยส์-คอดด์ ( BCNF ) เป็นการปรับหลังการทำนอร์มอลไลซ์ระดับที่ 3 ซึ่งไม่ค่อยเกิดขึ้นบ่อยส่วนใหญ่จะเกิดในกรณีตารางระดับที่ 3 ที่ทีคีย์หลักเป็นคีย์แบบผสม

การทำ Normalization ระดับที่ 4 ( 4NF )

    โดยในตารางนอร์มอลไลซ์ระดับที่ 3 สามารถนำไปใช้งานได้แต่ในกรณีการขึ้นต่อกันแบบหลายค่า ( Multi-valued Dependency ) เช่น การเก็บข้อมูลต่างๆรวมกันสามารถนำมาปรับเป็น การนอร์มอลไลเซชันระดับที่ 4 ได้



                 

 


วันอังคารที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2564

ผลการเรียนรู้ครั้งที่ 3


 ผลการเรียนรู้ครั้งที่ 3

บทที่ 2

 สถาปัตยกรรมระบบฐานข้อมูล

สถาปัตยกรรมระบบฐานข้อมูลเป็นมุมมองแนวความคิดที่ใช้ในการอธิบายถึงรูปแบบและโครงสร้างของข้อมูลในระบบฐานข้อมูโดยไม่ขึ้นอยู่กับโครงสร้างจริงของระบบฐานข้อมูลนั้น ๆระดับสถาปัตยกรรมฐานข้อมูลมีทั้งหมด 3 ระดับ

1. ระดับความคิด (Conceptual Level)

    : ผู้ออกแบบฐานข้อมูล ใช้วิเคราะห์ความต้องสารสนเทศและออกแบบฐาน

ข้อมูลให้ครบถ้วน ทั้งตารางฟิลด์และความสัมพันธ์ของตาราง

2. ระดับภายนอก (External Level)

    : ระดับการมองหรือวิว(View) ของข้อมูลภายในฐานข้อมูลของแต่ละคน

3. ระดับภายใน (Internal Level)

    : จัดเก็บฐานข้อมูลไว้ในหน่วยเก็บข้อมูลสำรองจริง


ความสัมพันธ์ (RelationShips) หมายถึง ความสัมพันธ์ระหว่างเอ็นทิตี้

    1. หนึ่งต่อหนึ่ง (1:1)

        เป็นการแสดงความสัมพันธ์ของข้อมูลของเอ็นทิตี้หนึ่งที่มีความสัมพันธ์

กับข้อมูลในอีกเอ็นทิตี้หนึ่ง

   2. หนึ่งต่อกลุ่ม (One to Many)

        เป็นการแสดงความสัมพันธ์ของข้อมูลในเอ็นทิตี้หนึ่ง ที่มีความสัมพันธ์

ข้อมูลหลายๆข้อมูลในอีกเอ็นทิตี้หนึ่ง

  3. กลุ่มต่อกลุ่ม (Many to Many)

        เป็นการแสดงความสัมพันธ์ของข้อมูลสองเอ็นทิตี้


แอตทริบิวต์ (Attribute) หมายถึง

ข้อมูลที่ใช้อธิบายคุณสมบัติหรือคุณลักษณะของแต่ละเอ็นทิตี้

ตัวอย่าง เอ็นทิตี้รายวิชา จะประกอบด้วย แอตทริบิวต์รหัสวิชา ชื่อวิชา และจำนวนหน่วยกิต

Tuple คือ แถวข้อมูลในตาราง โดยแต่ละแถวของข้อมูลจะประกอบไปด้วยหลายแอตทริบิวต์ หรือคอลัมน์ของข้อมูล

วันอังคารที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2564

ผลการเรียนรู้ครั้งที่ 2

 

ผลการเรียนรู้ครั้งที่ 2


บทที่ 1

ระบบการจัดฐานข้อมูล


ข้อมูล หมายถึง ข้อเท็จจริง วัตถุ หรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งถือเป็นข้อมูลดิบ (Raw Data) ที่ยังไม่ผ่านการประมวลผล

สารสนเทศ หมายถึง ข้อมูลที่ผ่านการประมวลผลมาแล้ว โดยสรุปเป็นรายงานทางสารสนเทศในรูปแบบต่างๆที่สามารถนำไปใช้ประกอบการตัดสินใจด้านใดด้านหนึ่ง

แฟ้มข้อมูล หมายถึง สิ่งที่บรรจุข้อมูลต่าง ๆ ไว้ในที่เดียวกัน ประกอบด้วยโครงสร้างพื้นฐานที่ลำดับจากหน่วยที่เล็กที่สุด




ชนิดของข้อมูล   คือข้อมูลที่จัดเก็บลงในแฟ้มข้อมูลหรือฐานข้อมูล ชนิดของข้อมูลแบ่งออกเป็นรูปแบบต่าง ๆ ได้แก่

1. ข้อมูลชนิดข้อความ

2. ข้อมูลที่เป็นรูปแบบ

3. ข้อมูลรูปภาพ

4. ข้อมูลชนิดเสียง

ระบบฐานข้อมูล : ข้อมูลต่าง ๆ จะจัดเก็บรวมอยู่ในฐานข้อมูลชุดเดียวกัน โดยจะมีซอฟต์แวร์จัดการฐานข้อมูล (DBMS) คอยควบคุมและจัดการการเข้าถึงข้อมูลของผู้ใช้ตามแต่ละแผนก

ฐานข้อมูล (Database) : เป็นศูนย์รวมของข้อมูลต่าง ๆ ที่มีความสัมพันธ์กัน โดยจะมีกระบวนการจัดหมวดหมู่ข้อมูลอย่างมีระเบียบแบบแผนและผู้ใช้ทั่วไปสามารถเข้าถึงข้อมูลส่วนกลางนี้ได้ ซึ่งจะทําหน้าที่แบ่งปันข้อมูลแก่ผู้ใช้ตามหน่วยงานต่าง ๆ

(Database Management Systems : DBMS)

เป็นซอฟต์แวร์จัดฐานข้อมูลที่นำมาใช้เป็นเครื่องมืออำนวยความสะดวกต่อผู้ใช้งานและอนุญาตให้ผู้ใช้สร้างฐานข้อมูลเมื่อฐานข้อมูลถูกสร้างและได้กำหนดโครงสร้างเรียบร้อย ฐานข้อมูลก็พร้อมที่จะบันทึกข้อมูล เพื่อควบคุมการเข้าถึงฐาน

ข้อดีข้อจํากัดของฐานข้อมูล

ข้อดี

1. ความอิสระของโปรแกรมและข้อมูล

2. ลดความซํ้าซ้อนในข้อมูล

3. ข้อมูลมีความสอดคล้องตรงกัน

4. การใช้ข้อมูลร่วมกัน

5. เพิ่มผลิตภาพในการพัฒนาโปรแกรม

6. ความเป็นมาตรฐานเดียวกัน

7. ข้อมูลมีคุณภาพยิ่งขึน

8. การเข้าถึงและการตอบสนองข้อมูลดีขึ้น

9. ช่วยลดงานบํารุงรักษาโปรแกรม

10. สนับสนุนการตัดสินใจที่ดี

ข้อเสีย

1. ความซับซ้อน                              

2. ต้องใช้ความจุเพิ่มมากขึ้น

3. ต้นทุน DBMS ค่อนข้างสูง

4. ต้นทุนเกี่ยวกับอุปกรณ์เพิ่มมากขึ้น

5. ต้นทุนการแปลงข้อมูล

6. สมรรถนะการทํางาน

7. ผลกระทบต่อความล้มเหลวมีสูง


วันจันทร์ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2564

ผลการเรียนรู้ที่ครั้งที่ 1


ผลการเรียนรู้ที่ครั้งที่ 1


แนะนำรายวิชาและกระบวนการเรียนรู้ในรายวิชา


ในคาบแรกของรายวิชากระบวนการเจัดฐานข้อมูล อาจารย์ได้อธิบายในรายละเอียดของวิชา

หลักสูตรและประเภทของรายวิชา จุดมุ่งหมายและวัตถุประสงค์ในการเรียนรู้

ลักษณะการดำเนินการและการพัฒนาผลการเรียนรู้นักศึกษา

แผนการสอนและการประเมินผล ปรับปรุงการดำเนินการของรายวิชา

สุดท้ายอาจารย์ได้บอกถึงการสร้าง Blogger ให้เป็นของตัวเองและได้มอบหมายงาน

พร้อมชี้แจงข้อตกลงที่เกี่ยวกับรายวิชา พูดถึงในเรื่องการเก็บคะแนนในชั้นเรียน


ผลการเรียนรู้ครั้งที่ 11

  ผลการเรียนรู้ครั้งที่ 11 บทที่ 8 โครงงาน project การออกแบบและจัดการฐานข้อมูล # พรีเซ็นโครงงานจากหัวข้อ การออกแบบและจัดฐานข้อมูลหลักสูตรโรง...